User Onlineคุณกำลังกังวลใจกับอาการหัวใจเต้นเร็วเกินพิกัดอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ลอง ช็อกโกแลตสักชิ้นซิ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป และอาจจะเป็นข่าวดีสำหรับคนรักช็อกโกแลตเป็นชีวิตจิตใจ หรือใครที่วาเลนไทน์นี้กำลังคิดจะให้ช็อกโกแลตเป็นของขวัญคนรู้ใจสักกล่อง
เพราะปัจจุบันมีการศึกษาสรรพคุณของช็อกโกแลตที่ออกมาชี้ประโยชน์ของช็อกโกแลต อย่างการศึกษาของ Zurich's University Hospital ที่ดูผลจากผู้ชายจำนวน 20 คนที่สูบปุหรี่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการหลอดหลือดหัวใจตีบ ด้วยการให้กินดาร์กช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต
สืบเนื่องจากผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิพม์ในนิตยสารที่ชื่อว่า Heart รางานโดย Reuters Health โดยเขาให้กลุ่มตัวอย่างงดอาหารที่มีแอนตี้ออกซิเด้นท์สูงตลอด 24 ชั่วโมง และให้พวกเขากินช็อกโกแลตประมาณ 40 กรัม คุณสมบัติของแอนตี้ออกซิเด้นท์นั้นเราเชื่อกันว่าช่วยลด free radical (อะตอม หรือกลุ่มอะตอมอิสระที่มีอิเลกตรอนที่ยังไม่จับคู่) ในร่างกาย ซึ่ง free radical มีผลเสี่ยงต่อร่างกาย เช่น ทำให้เกิดโรคหัวใจ หรือมะเร็ง ในขณะที่ดาร์กช็อกโกแลตนั้นจะมีสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ 400 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าของไวน์แดงหนึ่งแก้ว (และผงโกโก้ที่ไม่หวานมีสารแอนตี้ออกซิเด้นท์มากที่สุด คือเท่ากับกินดาร์กช็อกโกแลต 2 เท่า)
กลับมาที่การศึกษา ที่หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างกินช็อกโกแลตผ่านไป 2 ชั่วโมง แล้วให้แต่ละคนเข้าเครื่องสแกน พบว่า คนที่กินดาร์กช็อกโกแลตให้ผลดีกว่า (ดาร์กช็อกโกแลตประกอบด้วยโกโก้ถึง 74 เปอร์เซ็นต์) ดาร์กช็อกโกแลตทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ขณะที่ไวท์ช็อกโกแลตซึ่งทำจากโกโก้เพียง 4 เปอร์เซนต์นั้น ไม่ให้ผลเท่าดาร์กช็อกโกแลต แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการศึกษาต่อเพื่อให้ผลที่แน่ชัดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือ แอนตี้ออกซิเด้นท์ในดาร์กช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อร่างกาย
โลกหวานของช็อกโกแลต
ผลดีของดาร์กช็อกโกแลตยังไม่หมดเท่านี้ค่ะ เพราะมีการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าดาร์กช็อกโกแลตยังช่วยในเรื่องของการควบคุมโรคเบาหวาน และความดันโลหิต โดยเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วนี่เองมหาวิทยาลัย L'Aquila ในอิตาลีมีการศึกษาพบว่าในแต่ละวันถ้ากินดาร์กช็อกโกแลตประมาณ 100 กรัม ต่อเนื่องนาน 15 วัน พบว่าคนในกลุ่มที่ศึกษามีความดันโลหิตลดลง ร่างกายสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น คนที่เป็นโรคเบาหวานมีปัญหาเรื่องน้ำตาลสูงลดลงด้วย ขณะที่การกินไวท์ช็อกโกแลตกลับไม่ให้ผลใดๆ
ทีมนักวิจัยจึงลงความเห็นกันว่า แอนตี้ออกซิเด้นท์ ฟลาโวนอล Antioxidant flavonol (Flavonoids) เข้าไปช่วยลดปฏิกิริยาของ free radical ในร่างกายและยังพบว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดอาการท้องร่วงได้อีกด้วย
มีอะไรดีในช็อกโกแลต
ในเมื่อช็อกโกแลตมีคุณสมบัติที่ให้ประโยชน์มากมาย อะไรล่ะที่ทำให้มันมีสรรพคุณพิเศษนี้ ช็อกโกแลตนั้นมาจากผลของต้นโกโก้ (Theobroma cacao) ในแต่ละฝักจะประกอบไปด้วยเมล็ดโกโก้ประมาณ 20-50 เมล็ด หลังจากเก็บผลโกโก้มาแล้วจะมีการล้าง อบแห้ง และนำมาคั่ว นำมาบดละเอียด ผสมโกโก้ บัตเตอร์ เป็นน้ำโกโก้ จากนั้นนำมาแยกเป็นผงโกโก้ และโกโก้ บัตเตอร์
ดาร์กช็อกโกแลตทำจากเมล็ดโกโก้ โกโก้ บัตเตอร์ (ส่วนของไขมัน) และน้ำตาล ซึ่งต่างจากไวท์ช็อกโกแลต ที่จะใช้นมเป็นสารปรุงแต่ง การที่ดาร์กช็อกโกแลตมีส่วนผสมของโกโก้เป็นหลัก ทำให้มีสารประกอบของสารฟีนเอลของพืช (Plant Phenol) โกโก้ พีนอล ซึ่งส่วนประกอบนี้เป็นที่ทราบกันว่าช่วยลดความดันโลหิตได้
นอกจากนั้น ช็อกโกแลตที่ผลิตในยุโรปจะมีสาร cocoa phenals มากกว่าช็อกโกแลตที่ผลิตในสหรัฐฯ และแน่นอนว่า ดาร์กช็อกโกแลตเป็นชนิทที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าใคร
Magdalin Cheong ผู้จัดการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายโภชนาการ ของ Changi General Hospital's ประกอบไปด้วย Plant flavinoids ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดซึ่งอาจไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ Flavonoid ตัวที่ทำงานแข็งขันที่สุดคือ epicatechin ที่จะช่วยในการขยายตัว ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ เท่ากับลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ"
ดีจริงแต่อย่างเผลอตามใจปาก
แม้ว่าการศึกษาที่ผ่านมาจะทำให้ช็อกโกแลตเป็นทางออกของสุขภาพ หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่า ช็อกโกแลตกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้บรรเจิดได้ด้วยก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นใบรับประกันว่า ต่อไปนี้เราจงมากินช็อกโกแลตกันเถอะ
ควรจำไว้ว่า ดาร์กช็อกโกแลตก็ประกอบด้วยไขมันและน้ำตาลที่ทำให้เรากินได้อย่างอร่อยคล่องปากทีเดียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญย่ำว่า จึงความกินแต่พอดี อย่างเช่น ถ้าคุณกินดาร์กช็อกโกแลตเข้าไปแล้วก็ควรลดอาหารอื่นๆ เพื่อไม่ให้มีปัญหาน้ำหนักเกินตามมา ผักผลไม้ก็ควรกินไปตามปกติ เพราะวิตามินหรือสารอาหารที่มีประโยชน์ในผักผลไม้หาไม่ได้ในช็อกโกแลต
Cheong แนะนำเสริมว่า "ถ้าใครไม่ชินกับการกินช็อกโกแลต ก็ไม่ควรฝืน ไปเพิ่มคุณค่าทางโภชนนการด้วยการเพิ่มปริมาณผักผลไม้ในมื้ออาหารดีกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เพิ่มสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ในร่างกายได้เช่นกัน"
ส่วนใครที่เลือกช็อกโกแลต แนะนำว่าปริมาณ 30-45 กรัมต่อวันก็พอเพียง และให้ผลดีในการป้องกันโรงหัวใจ "กินข็อกโกแลตต้องระวังเรื่องของแคลอรีและไขมันในช็อกโกแลตซึ่งมีปริมาณสูง ถ้ากินมากเกินไปอาจนำไปสู่ทุพโภชนาการในด้านอื่นๆได้"
ส่วนเคล็ดลับอื่นที่นำไปใช้ได้ ก็อย่างเช่น ใช้ผงโกโก้ที่ไม่มีรสหวาน ผสมในนมพร่องไขมันหรือการใส่ผสมลงในขนมอย่างพุดดิ้ง ก็ได้ประโยชน์แถมแคลอรีก็ไม่เพิ่มขึ้นเกินพิกัด และนี่อาจเป็นโอกาสดี ลองเปลี่ยนจากนมช็อกโกแลตมาเป็นนมผสมดาร์กช็อกโกแลต ก็เป็นเมนูสุขภาพที่ได้ประโยชน์และอร่อยไม่แพ้กันที่เดียว
ไม่มีสินค้า
ค่าจัดส่ง
0.00 บาท
รวม
0.00 บาท







