User Online

User Online: 13
Today Accessed: 1012
Total Accessed: 317363
Your IP: 54.224.225.86

ชุดไทยงานแต่งงาน Thai Wedding Dress

อาภรณ์ประดับกายที่สวมใส่บนตัวเจ้าสาว นอกจากจะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความฝันของผู้ที่เป็นเจ้าสาวแล้ว หลายๆ ครั้ง "ชุดเจ้าสาว" ยังแสดงให้เห็นถึงความงดงามของประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ยิ่งสำหรับเจ้าสาวผู้ยิดถือขนบธรรมเนียมและประเพณีแบบไทยๆ ด้วยแล้ว ความฝันที่จะได้สวมใส่ "ชุดไทย" ในวันสำคัญของชีวิตนั้นก็ไม่ต่างอะไรกันสิ่งที่เป็นสุดยอดปรารถนา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ถูกต้องกับแบบแผนและเหมาะสมกับพิธีการ ที่สำคัญ ยังต้องเสริมให้ผู้สวมใส่นั้นดูงดงามเหมาะกับวันสำคัญในชีวิตอีกด้วย
"จริงๆ แล้วชุดแต่งงานแบบไทยๆ นั้นก็ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรมาก และชุดแต่งงานทุกวันนี้ก็ใช้ตามรูปแบบของไทยพระราชนิยม"
ผศ.ฤทธรงค์ จิวากานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับละครตลอดจนการแต่งกายในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงชุดไทยพระราชนิยมที่ปัจจุบันกลายเป็นที่นิยมของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน
"ชุดไทยพระราชนิยมที่ใช้กันในปัจจุบันเป็นพราะราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าแต่เดิมชุดไทยของเรานั้นไม่มีชุดท่เป็นแบบแผนเลย เพราะตั้งแต่ในสมัยโบราณการแต่งกายของคนไทยจะมีแค่นุ่งกับห่ม ประกอบกับขณะนั้นสมเด็จพราะราชินีฯทรงต้องเสด็จประพาสต่างประเทศอยู่เป็นประจำ บางครั้งฉลองพระองค์ชุดไทยก็อาจจะไม่เหมาะสมกับบางภูมิอากาศ สมาเด็จพระราชินีจึงทรงมีพระราชเสวนีย์ให้สร้างชุดไทยพราะราชนิยมขึ้นมา เพื่อให้เหมาะกับโอกาสและเหมาะกับสถานที่ ซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่าทรงมีพระอัจฉริยภาพเป็นอย่างยิ่งในการที่ทรงประยุกต์เครื่องแต่งกายของไทยให้ดูเป็นสากลยิ่งขึ้น"
โดยสรุปแล้วชุดไทยพระราชนิยมนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 8 รูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างและออกแบบเพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน รวมถึงความเหมาะสมของงานแต่งงานแต่ละรูปแบบอีกด้วย
"รูปแบบแรกคือ 'ชุดไทยบรมพิมาน' ซึ่งเป็นชุดที่ถูกต้องตามหลักในการเข้ารับสมรสพระราชทาน โดยลักษณะชุดจะเป็นเสื้อแขนประบอก คอตั้ง และผ้าถุงจะจีบหน้านาง รูปแบบชุดแบบนี้จะเหมือนกับชุดที่ใช้สำหรับเข้าเฝ้าฯ ในวันฉัตรมงคลหรือในงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ส่วนสีที่ใส่ก็จะเป็นสีเดียวกันทั้งชุด เนื้อผ้าก็ต้องเป็นสีพื้นซึ่งชุดไทยบรมพิมานนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชุดไทยศิวาลัย แต่ต่างกันตรงที่ชุดไทยศิวาลัยจะห่มสไบปักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้สวมใส่ดูสง่างามมาก"
ในขณะที่ "ชุดไทยจักรี" นั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นชุดไทยที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
"ชุดไทยจักรีมีความพิเศษตรงที่มีสไบป้ายข้างผืนเดียว แล้วเปลือยไหล่ข้างหนึ่ง ผ้าถุงนุ่งจีบหน้านาง ชุดนี้ความสวยงามจะอยู่ตรงที่มีการโชว์ไหล่ เพราะทำให้เห็นผิวพรรณของเจ้าสาว ซึ่งดูสวยงามและดูไม่ปิดบังร่างกายจนเกินไป ขณะที่สไบก็จะพลิ้วไหวเวลาเดิน พอถ่ายรูปออกมาแล้วยิ่งดูงามครับ (ยิ้ม) แต่ในสมัยนี้ก็ดูเหมือนว่าชุดไทยจักรีจะมีการประยุกต์มากขึ้น"
เช่นเดียวกับ "ชุดไทยจักรพรรดิ" ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดไทยจักรี เพียงเพิ่มสไบเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ก็ทำให้ชุดนี้มีรูปแบบที่สวยงามและอ่อนหวานยิ่งขึ้น
"ชุดไทยจักรพรรดิจะเหมือนกับชุดไทยจักรีเลย เพียงแค่ห่มสไบปักลายทับสไบชั้นแรกอีกชั้นหนึ่งก็จะสวยงามขึ้น เวลาเดินจะพลิ้วไหว ลายปักผ้าก็งดงามด้วยเช่นกัน"
ลำดับต่อมาสำหรับการเลือกชุดไทยของเจ้าสาวคือ "ชุดไทยดุสิต" ด้วยลัษณะเสื้อที่เป็นแขนกุด คอกว้าง ทำให้รู้สึกสบายเมื่อสวมใส่
"ชุดไทยดุสิตก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ตัวเสื้อจะมีลักษณะเหมือนเสื้อแขนกุด แต่ผ้าถุงจะนุ่งเป็นจีบหน้านาง ฉะนั้นชุดแบบนี้ก็จะไม่ใส่กลางวัน เพราะเปลือยไหล่ โชว์ผิวพรรณมากขึ้น ใช้ในงานกลางคืนจะเหมาะกว่า"
และสำหรับเจ้าสาวที่มีความสับสนในการเรียกชื่อชุดไทยพระราชนิยม เพราะเพียงแค่ใช้ชนิดผ้าที่แตกต่างกันก็ทำให้ชื่อของชุดไทยพราะราชนิยมเปลี่ยนแปลงตามไปแล้วนั้น ผศ.ฤทธรงค์อธิบายว่า
"เพราะการเปลี่ยนเนื้อผ้าในการตัดเย็บจะทำให้เปลี่ยนการเรียกแบบชุดเลยครับซึ่งชุดไทยพระราชนิยมที่มีลักษณะคล้ายกันก็จะมีอยู่ 3 แบบ คือ ชุดไทยเรือนต้นชุดไทยจิตรลดา และชุดไทยอมรินทร์เริ่มที่ชุดไทยเรือนต้นก่อนก็แล้วกัน โดยชุดไทยเรือนต้นจะใช้เป็นผ้าซิ่น เสื้อจะเป็นแขนกระบอก 3 ส่วน คอเสื้อจะกลมไม่มีปก ขณะที่ชุดไทยจิตรลดาจะคล้ายกับชุดไทยเรือนต้นมาก ต่างกันตรงที่ปกจะมีคอตั้งขึ้นมาเล็กๆ และแขนเสื้อจะยาว ส่วนมากจะใช้ในพิธีกลางวันส่วนชุดไทยอมรินทร์จะเป็นเสื้อแขนกระบอกหรือแขน 3 ส่วนก็ได้ จะมีปกที่คอหรือไม่มีก็ได้เช่นกัน แต่ต่างกันตรงเนื้อผ้าจะใช้ไหมที่มีทองหรือยกทองทั้งตัว ซึ่งทั้ง 3 แบบนี้จะแยกชิ้นระหว่างตัวเสื้อกับผ้านุ่งครับ"
นอกจากความแตกต่างงดงามของชุดไทยในแต่ละแบบแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับการเลือกชุดไทยก็คือ ว่าที่เจ้าสาวจะต้องคำนึงถึงกิจกรรมในพิธีการแต่งงานควบคู่ไปด้วย เพราะบางครั้งชุดไทยบางชุดอาจไม่เอื้อสำหรับกิจกรรมบางอย่าง
"ชุดไทยสำหรับงานแต่งงานส่วนใหญ่จะใช้ใน 2 โอกาสใหญ่ๆ คือ ช่วงเช้ากับกลางคืน ช่วงเช้าคือรดน้ำสังข์และใส่บาตา ส่วนกลางคืนก็จะเดินพบปะแขกในงาน ในเมื่อช่วงเช้ากิจกรรมเยอะกว่ากลางคืน ก็ควรเลือกชุดที่เหมาะในการทำกิจกรรม เช่น ตักบาตร ชุดที่เหมาะสำหรับการตักบาตรช่วงเช้าก็จะมีชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยจักรีก็สวยครับ
"แต่ถ้าจะมีการสวมแหวนหรือรดน้ำสังข์ด้วยผมขอแนะนำชุดไทยบรมพิมานและชุดไทยจักรี ซึ่งจะดูงามกว่า เพราะทั้ง 2 ชุดนี้สามารถสวมเครื่องประดับได้และทำให้สวยงานยิ่งขึ้น แต่ถ้าอยากให้หรูหราขึ้นมาอีกนิดก็ขอแนะนำชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ เพราะทั้ง 3 ชุดนี้จะมีการปักลูกปัด ปักเลื่อม และมุกลงบนชุดและสไบ ยิ่งถ้าเสริมด้วยเครื่องประดับทองก็จะยิ่งทำให้งดงามและเสริมให้ผู้สวมใส่มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นอีกด้วย"
ทั้งนี้ก็เพราะว่าการใส่เครื่องประดับกับชุดไทยพระราชนิยมนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่น้อย หากมากไปหรือน้อยไปก็จะทำให้ความสวยงามของเสื้อผ้าและผู้สวมใส่ลดลง
"โดยปรกติแล้วชุดไทยจะคู่กับเครื่องประดับทองเป็นส่วนมาก แต่สำหรับสมัยใหม่แล้วจะใส่เครื่องประดับเป็นเพชรก็ได้ครับ เหมือนเป็นการประยุกต์ เช่น ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยดุสิต และชุดไทยจักรพรรดินี่จะใส่เครื่องทองก็ได้ใส่เครื่องเพชรก็ได้ แต่ไม่ควรเยอะเกินไปเอาแค่พอประมาณ แต่ถ้าไม่ชอบสวมเครื่องประดับก็ขอแนะนำชุดไทยจิตรดาเพราะชุดนี้จะสวมแค่ต่างหูทองและสร้อยทองเท่านั้น ส่วนชุดไทยบรมพิมารชุดจักรพรรดิ จะสวมเครื่องประดับทองและค่อนข้างจะมากชิ้นและชิ้นใหญ่ขึ้นมาหน่อย และอีกจุดหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ ควรใช้เครื่องประดับที่เป็นทองแท้หรือเพชรแท้ จะช่วยเสริมให้ดูสวยสง่ากว่าใช้ทองหรือเพชรที่เลียนแบบ"
คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับว่าที่เจ้าสาว นั่นก็คือการเลือกชุดไทยให้เหมาะกับรูปร่างและบุคลิกของตนเอง
"สำหรับเจ้าสาวที่มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ปัญหาที่มีก็คือ หน้าอกกับต้นแขนจะเยอะ แนะนำว่าควรใส่สไบเฉียงเปลือยไหล่หนึ่งข้างจะทำให้หน้าอกดูเล็กลงอย่างชุดไทยจักรี และควรหลีกเลี่ยงชุดไทยดุสิต เพราะจะเปิดแขนทั้ง 2 ข้างแนื่องจากเป็นเสื้อแขนกุด แต่ถ้าเจ้าสาวมีหน้าอกเยอะ เวลาใส่ชุดไทยดุสิตก็จะสวยมากเพราะช่วงหน้าอกดูเต็ม ยิ่งเสื้อเว้ากว้างและลึกก็จะดูสวย
"ส่วนชุดไทยบรมพิมานจะเหมาะกับคนที่มีรูปร่างดี เพราะต้องมีการจีบหน้านางสวมเสื้อไว้ในผ้านุ่งแล้วจึงใส่เข็มขัด แต่ถ้าเจ้าสาวมีรูปร่างท้วมหน่อยก็สามารถปรับได้ โดยนำเสื้อออกมาข้างนอกแล้วใส่หน้านางเหมือนเดิมแต่ไม่ต้องใช้เข็มขัด หรือจะเลือกเป็นชุดไทยเรือนต้นชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยอมรินทร์ก็ได้ครับ ส่วนเจ้าสาวที่ผอมเกินไปก็จะทำให้ใส่ชุดไทยไม่ค่อยงาม เพราะคนผอมมากๆ นั้นจะไม่มีสัดส่วนของเอวสะโพก และหน้าอก ฉะนั้นว่าที่เจ้าสาวคนไหนคิดว่าตัวเองยังไม่มีสัดส่วนที่ว่าจะลองเพิ่มน้ำหนักขึ้นบ้างก็ไม่น่าเป็นปัญหาหรอกครับ"
ส่วนอีกจุดที่ว่าที่เจ้าสาวทุกคนไม่ควรมองข้ามก็คือ "รองเท้า" ที่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพของเจ้าสาวผู้สวมใส่ให้ดูงามสง่ามากยิ่งขึ้น
"สวมชุดไทยแล้วไม่ต้องเดินเท้าเปล่าเหมือนคนโบราณนะครับ ซึ่งรองเท้าก็ควรจะใส่มีส้นสักหน่อย เพราะผ้าที่เรานุ่งก็ยาวจวนจะถึงตาตุ่มอยู่แล้ว ควรสวมรองเท้าที่มีส้นจะทำให้ดูโปร่งขึ้น ส่วนรูปแบบรองเท้าก็ควรเป็นแบบหุ้มส้นหัวแหลมสักหน่อยก็จะดูดีครับ ส่วนสีก็ขอแนะนำเป็นสีทอง สีเงิน หรือไม่ก็มีสีอ่อนๆ สีเรียบๆ เช่นสีขาว"
จะให้คำแนะนำแต่ฝ่ายเจ้าสาวเพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ ก่อนปิดท้ายการสนทนา ผศ. ฤทธรงค์ ยังกล่าวถึงการแต่งกายของเจ้าบ่าวในรูปแบบไทยเพื่อให้เข้ากับเจ้าสาว เป็นคำแนะนำทิ้งท้ายไว้ให้คู่บ่าวสาวลองไปปรับใช้อีกด้วย
"ส่วนเจ้าบ่าวนั้น ถ้าเป็นงานมงคลสมรสพระราชทานก็ควรเป็นชุดข้าราชการ ที่เรียกว่าชุดขาวน่ะครับ แต่ถ้าไม่ได้เป็นข้าราชการจะเป็นสูทสากลก็ได้ หรือจะเป็นชุดราชปะแตน นุ่งโจงประเบน ที่เรียกกันว่าผ้าม่วง หรือถ้าไม่ใช่งานพระราชทานน้ำสังข์ เป็นงานจัดเลี้ยงทั่วไปเจ้าบ่าวก็เริ่มทันสมัยมากขึ้นโดยนุ่งโจงกระเบน ส่วนข้างบนใส่สูท บางทีก็ใช้ทักซิโด้ ดูแล้วยังเป็นไทยและทันสมัยในเวลาเดียวกัน"
เมื่อได้ไอเดียในการเลือกสรรชุดไทยและเครื่องประดับที่เหมาะสมแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการเตรียมการ ซึ่งถือได้ว่าเป้นกระบวนการสำคัญที่สุดที่เจ้าสาวทุกคนต้องคำนึงถึง เพราะหากไม่เตรียมการล่วงหน้าแล้วละก็ ชุดที่คิดว่าสวยที่สุดอาจจะทำให้ดูไม่ดีที่สุดก็เป็นได้
"เจ้าสาวที่อยากใส่ชุดไทยพระราชทานทุกคนต้องเตรียมการ เพราะชุดพวกนี้ไม่ใช่ชุดไทยแบบนุ่ง ห่ม เหมือนสมัยโบราณแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมีการวัดตัวไม่ว่าจะสั่งตัดหรือเช่าก็ตาม เพราะถ้าชุดที่ใส่ไม่พอดีจะทำดูโคร่งหรือไม่ก็คับแล้วทำให้มีผลกระทบต่อพิธีการด้วยยิ่งสมัยนี้มีฝรั่งนิยมแต่งชุดไทยในงานแต่งงานกันมากขึ้นก็ยิ่งต้องวัดตัวตัดชุดกันเลย เพราะความสูงและรูปร่างมักจะใหญ่กว่าคนไทย จะไปเช่าก็คงลำบากส่วนเวลาในการเตรียมการจริงๆ ก็ควรเป็นแบบรู้แล้วเตรียมเลย เพราะช่างจะได้มีเวลาตัดเย็บหรือแก้ชุดให้ และเมื่อใกล้ช่วงงานก็กลับมาลองชุดอีกสักครั้งเพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ทันเวลาครับ"
ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องแต่งกายไทยให้คำแนะนำเป็นการปิดท้าย ซึ่งถือได้ว่าเป็นเคล็ดลับสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าสาวที่อยากสวมชุดไทยเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก Wedding Guru

สำหรับว่าที่เจ้าสาวที่มีความสนใจในการนำชุดไทยพระราชนิยมมาเป็นเครื่องแต่งกายในวันสำคัญของตนเอง Wedding Guru จึงขอนำตัวอย่างชุดแต่งงานตามแบบชุดไทยพระราชนิยมจาก "โรงเรียนสอนตัดเสื้อ-เสริมสวย นิรันดร์รัตน์ธรรมรัตน์" มาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับว่าที่เจ้าสาวทุกคน

  1. 1. ชุดไทยบรมพิมาน เสื้อเป็นแขนยาวทรงกระบอกเข้ารูปปกคอตั้งขึ้นเล็กน้อย ผ้าถุงจีบหน้านางมีชายพก นิยมสวมเครื่องประดับด้วยสร้อยและคาดเข็มขัด เหมาะสำหรับพิธีที่เป็นทางการหรือพิธีสมรสพระราชทาน
  2. 2. ชุดไทยดุสิต เสื้อแขนกุดเข้ารูปคอคว้านต่ำตัวเสื้อจะปักด้วยไข่มุก ลูกปัด หรือเลื่อม ผ้าถึงจีบหน้านางมีชายพกควรคาดเข็มขัด เหมาะสำหรับงานกลางคืน
  3. 3. ชุดไทยจิตรดา ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิง หรือเป็นยกดอกทั้งตัว เสื้อแขนยาวทรงกระบอกและปกคอตั้งขึ้น ด้านหน้ามีกระดุม 5-6 เม็ด ซิ่นยาวป้ายหน้า โดยเสื้อคนละชิ้นกับซิ่น ไม่ต้องคาดเข็มขัด เหมาะสำหรับงานกลางคืน
  4. 4. ชุดไทยจักรีประยุกต์ ท่อนบนเป็นสไปเปิดไหล่ข้างหนึ่งโดยชายสไบคลุมไหล่ทิ้งชายด้านหลังยาวพอสมควร และจะเย็บติดกับผ้านุ่งจีบหน้านางมีชายพก ต้องคาดเข็มขัด
  5. 5. ชุดไทยเรือนต้น เสื้อเป็นแขนสามส่วน คอกลมไม่มีขอบตั้ง มีกระดุมด้านหน้า 5-6 เม็ดซิ่นยาวจรดข้อเท้า ป้ายหน้า มักจะใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีลายริ้วตามขวางหรือตามยาว หรือใช้ผ้าเกลี้ยงมีเชิง เสื้อจะใช้ตามสีซิ่น และเสื้อคนละท่อนกับซิ่น ไม่ควรคาดเข็มขัด เหมาะสำหรับงานในช่วงเช้า
  6. 6. ชุดไทยประยุกต์ รัชกาลที่ 5 เสื้อเป็นแขนขาหมูแฮม ตามสมัยรัชกาลที่ 5 ผ้าซิ่นยาวถึงตาตุ่ม สวมเครื่องประดับได้ตามความเหมาะสม

HomeHome

ตะกร้า  

ว่าง